บริหารจัดการ Container ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย Cisco ContainerX

Cisco ได้ซื้อบริษัท ContainerX เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดย ContainerX เป็น Start-Up น้องใหม่ที่มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการ Container ที่ใช้งานบน Platform ได้อย่างกว้างขวาง (Container ทำหน้าที่ในการห่อหุ้ม Application ในรูปแบบของ File System ซึ่งจำเป็นต่อการใช้งาน: Code, Runtime, System Tools, System Libraries เพื่อทำการติดตั้งบน Server ต่างๆ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องของ Platform ว่าจะต้องเป็น Linux, Windows, Bare Metal หรือ VM Platform ถึงจะสามารถทำการติดตั้งเพื่อใช้งาน Application ดังกล่าวได้)

การใช้งาน Container ในบริษัทและหน่วยงานต่างๆ เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจาก Container ช่วยในการสร้าง, บริหารจัดการ, และการย้าย Application เพื่อใช้งานบน Platform อื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม Container ยังอยู่เป็นเทคโนโลยีใหม่และอยู่ในช่วงพัฒนา ทำให้ Container ที่ใช้งานในปัจจุบันยังมีข้อด้อยในเรื่องของความปลอดภัยในการให้บริการ, การบริหารจัดการ, และการทำงานร่วมกับอุปกรณ์และซอฟต์แวร์อื่นๆ
การซื้อบริษัท ContainerX ของ Cisco ทำให้การใช้งาน Container บนอุปกรณ์ระบบเครือข่ายและ Infrastructure อื่นของ Cisco เช่น UCS Server มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย ContainX มี Key Highlight ดังต่อไปนี้

1. All-in-One Platform
ContainerX ใช้ Management Cosole เดียว (Single Pane of Glass) ในการบริหารจัดการ Container โดยไม่ต้องสนใจว่า Container ใช้งานอยู่บน Platform ไหนเช่น Linux, Windows, Bare Metal, VM, Private หรือ Public Cloud ทำให้การบริหารจัดการ Container มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. Enterprise Grade Mgmt
ContainerX มี Quick Wizard เพื่อทำให้การติดตั้ง Container และการ Operation ภายหลังมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ContainerX ยังมีการแจ้งเตือน (Alert) และ การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytic) ของ Container ในลักษณะ Dashboard เพื่อให้ IT Admin ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Comprehensive Solution
ContainerX สามารถ Integrate Container ร่วมกับอุปกรณ์อื่น เช่น Compute, Network และ Storage เพื่อทำ Orchestration ได้ เพื่อให้บริการ Cloud Service ในรูปแบบที่คล้ายกับ Amazon, Google และอื่นๆ

4. Highly Resilient
ContainerX สามารถป้องกัน Rogue Container จากการ Crashing หรือ Starving Resource จาก Container อื่นๆ เพื่อทำให้ Container Network ยังสามารถใช้งานและให้บริการหลังจาก Host Reboot หรือ Crash

5. Multi-Tenant & Isolated
ContainerX สามารถแบ่ง Developer Group หรือ Business Unit เพื่อทำการตั้งค่า Environment Variable โดย Developer สามารถใช้งาน Standard Docker CLI เพื่อใช้งาน Container ใน ​Container Pool และ Trade ตามสิทธิ์การใช้งาน โดยที่ Container Pool และ Trade ถูกแบ่ง Resource ตาม CPU, Memory และ Network Limit และการเข้าใช้งานตามนโยบายของ IT Admin

6. Horizontally Scalable
ContainerX สามารถสร้าง Multiple Cluster ในลักษณะ Horizontally Scale (ในแนวขวาง) บน Bare Metal Server (Physical Server), VM, Linux หรือ Windows, Private หรือ Public Cloud ทำให้ IT Admin สามารถทำการ Add หรือ Remove Host จาก Cluster ในลักษณะ Scale Out Platform ได้

7. Elastic Container Clusters
ContainerX สามารถ Over-Commit Compute Resource เพื่อใช้งาน Data Center Infrastructure ได้เต็มที่ โดยลดการสูญเสีย Resource ให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ ContainerX ยังสามารถจัดลำดับความสำคัญของ Container Pool เพื่อทำให้ Container Pool ที่มีลำดับความสำคัญสูงกว่าสามารถใช้ Resource ได้มากกว่า Container Pool ที่ความสำคัญน้อยกว่าเมื่อ Resource ไม่เพียงต่อการใช้งาน

Sydney-based Covata calls Cisco agreement “frustrating and unrewarding”

ผู้ขายที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์ Covata ได้ประกาศให้การรับรองการเขียนโปรแกรม 10 ปี (SLA) กับซิสโก้จะเสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีหกปีข้างหน้าตารางเวลา

การยืนยันการให้สิทธิ์ได้รับการทำเครื่องหมายเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2015 โดยเน้นการถ่ายทอดขั้นตอนของ Covata และรายการที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าของซิสโก้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคำตอบของ Covata จะถูกส่งไปยัง Cisco

ปัจจุบัน Covata ซึ่งได้รับการบันทึกไว้อย่างเปิดเผยใน Australian Securities Exchange (ASX) กล่าวว่า บริษัท ได้ออกประกาศแจ้งเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562

“นี่ปิดสิ่งที่เป็นความสับสนและไม่เอื้ออำนวยต่อองค์กรและไม่หันเหความสนใจจากการดำเนินการกับข้อเสนอพิเศษด้านพลังงานในสหรัฐอเมริกาและรวมทุกอย่าง” เท็ดดี้พริ้นเซสผู้บริหารและผู้บริหารของ Covata กล่าว

องค์กรบอกกับนักลงทุนเมื่อวันที่ 20 กันยายนว่าซิสโก้ไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์จากนวัตกรรม Covata ที่มีชื่อใน SLA แรกโดยไม่คำนึงถึงการคาดเดาของพวกเขาที่จะทำเช่นนั้นโดยการบริหารงานในปี 2015 และ 2016

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Covata ยังคงเชื่อมโยงกับซิสโก้ในปีพ. ศ. 2560 และ พ.ศ. 2561 เพื่อมุ่งมั่นในการทำงานด้านความสัมพันธ์ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นทางเลือกใหม่ในการเสนอครั้งแรก” องค์กรกล่าว

ท่ามกลางปี ​​2017 Covata ได้ระบุองค์กรด้วย Cisco ในรายงานสองฉบับอย่างรวดเร็ว

ในคำตอบสำหรับนักลงทุนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 Covata กล่าวว่าซิสโก้เห็นว่าองค์กรสามารถจัดหาคอมโพเนนต์ที่ปลอดภัยของ Service Exchange Plataform (SXP) สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในระบบคลาวด์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ Cisco ก็ยังไม่ได้ก้าวขึ้นไปในขั้นตอนนี้ .

ในรายงานฉบับที่สองในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมปีพ. ศ. 2560 Covata กล่าวว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นอีกครั้งหรือได้รับรายได้จากซิสโก้

“องค์กรของ Covata กับซิสโก้อยู่ห่างจากการมองเห็นเพียงแค่เป็นการร่วมทุนระยะยาวในการรวบรวมซึ่งสินทรัพย์ที่รอจะได้รับการจัดสรรให้มีโอกาสที่รวดเร็วขึ้น” องค์กรบอกกับนักลงทุนในเวลานั้น

New High Performance Cisco Catalyst 9500

Cisco Catalyst 9500
Cisco Catalyst 9500 รองรับการขยายตัวของ IT ในปัจจุบันและอนาคต
Cisco ได้มีการเปิดตัว Model ใหม่ เพิ่มเติมในกลุ่ม Cisco Catalyst 9500 เพื่อรองรับในระดับ High-Density ซึ่งสามารถรองรับ Throughput ได้สูงสุดถึง 3.2-Tbps และสามารถรองรับ Interface 1/10/25/40 /100G ได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า Model นี้ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพจากรุ่นอื่นๆ ในกลุ่มของ Catalyst 9000 เป็นอย่างมากทั้งในแง่ Performance และความยืดหยุ่นในการใช้งาน Port ต่างๆ เพื่อให้สามารถตอบรับกับ Software Define Access ในยุค Digital ที่มีอุปกรณ์แทบทุกอย่างเชื่อมต่อเข้ากับ ระบบ Network และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณในอนาคต ดังนั้น Tangerine จะมาเปรียบเทียบ Catalyst 9500 ของทั้ง 3 รุ่นว่ามีจุดดีจุดเด่นต่างกันอย่างไร?

– Catalyst C9500-32C
C9500-32C มี Highlight หลักอยู่ที่ Cisco Unified Access™ Data Plane (UADP) Version 3.0 ซึ่งเป็นตัวประมวลผลหลัก Layer 2 และ Layer 3 Forwarding ซึ่งใน Switch ตัวนี้ได้มีการติดตั้ง UADP 3.0 ถึง 2 ตัว จึงทำให้สามารถเพิ่ม Performance Throughput ได้สูงถึง 3.2-Tbps สามารถรองรับ Interface 32x100G,40G,10G ได้ และด้วยขนาดเพียง 1 U จึงทำให้ Switch ง่ายต่อการติดตั้งอีกด้วย จะเห็นว่า Model นี้ เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้ Interface 100 G เป็น Campus Core Network โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Switch ระดับ Data Center Switch ซึ่งอาจจะมี Performance สูงเกินไป

– Catalyst C9500-32QC
C9500-32QC Model นี้เป็น Model รองลงมาจาก Model ข้างต้น เนื่องจากมีการติดตั้ง UADP Version 3 เพียง 1 ตัวจึงสามารถทำ Throughput ได้ที่ 1.6-Tbps และค่อนข้างมี Interface ที่หลากหลาย ดังต่อไปนี้ 24x40G or 4x100G, 40G, or 10G(Default) และ 32x40G or 10G และ 16x100G จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า Throughput นั้นต่ำกว่าตัวแรก ถึง 1 เท่า และความซับซ้อนของการใช้งาน Interface ทางเราจึงแนะนำว่าให้ขยับไปใช้งานรุ่น C9500-32C จะดีกว่า

– Catalyst C9500-24/48Y4C
C9500- 24/48Y4C Model นี้ UADP Version 3 เพียง 1 ตัว จึงสามารถทำ Throughput ได้ที่ 1.6-Tbps แต่ Highlight ของตัวนี้อยู่ที่รองรับ Interface 25G ดังต่อไปนี้ 24x25G, 10G, or 1G + 4x100G or 40G Base Model และ 48x25G, 10G, or 1G + 4x100G or 40 G Base Model จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ามีความยืดหยุ่นในเรื่องของ Interface 25 G ซึ่งอยู่ระหว่าง 10G และ 40G ช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่า Cisco ออก Model ใหม่นี้มาเพื่อรองรับการขยายตัวของ IT ในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในยุคที่ Digital IT มีการเติมโตอย่างมหาศาลนั้นควรต้องมี Network Infrastructure ที่ดีพอ เพื่อรองรับการขยายตัวและสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าได้อย่างคล่องตัว

Test Your Network with the Aironet Active Sensor

Aironet Active Sensor ตัวช่วยตรวจสอบสัญญาณ Network
ปัญหาสุดคลาสสิกของระบบโครงข่ายไร้สาย คือ เน็ตเวิร์คช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีงานสำคัญๆ เช่นการประชุมใหญ่ของผู้บริหาร ผู้ดูแลระบบมักจะวิตกกังวล และทดสอบระบบซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยตัวเอง (Manually) แต่หลายครั้งก็ยังไม่สามารถทดสอบได้อย่างทั่วถึง และนั่นคือฝันร้าย ที่ไม่มีองค์กรใดอยากประสบ

Cisco Aironet Active Sensor เป็นอุปกรณ์ชนิดใหม่ ที่จำลองการเกาะ และเข้าใช้งานจริง ทำตัวเสมือนเป็น WIFI Client และจะคอยช่วยคุณทดสอบระบบอย่างอัตโนมัติ พร้อมการวิเคราะห์ การเก็บสถิติบอกข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจปรับปรุง การจูนนิ่ง ระบบ WIFI อีกทั้งยังสามารถสั่งการไปยังตัวควบคุมกลางที่ทรงพลัง อาทิเช่น DNA Center

Aironet Active Sensor มีขนาดเล็ก (3.25 x 4.75 x 0.75 inch) สามารถเสียบเข้ากับปลั๊กไฟบ้านธรรมดา เชื่อมต่อกับพอร์ต USB หรือ PoE-Switch เมื่อเทียบกับการใช้ Access Point เช่นรุ่น 1800, 2800 และ 3800 ปรับให้ทำงานในโหมด Sensor แล้ว Aironet Active Sensor จะได้เปรียบด้านตำแหน่งการติดตั้ง ที่อยู่บริเวณที่ Client ใช้งานอยู่จริงมากกว่า ซึ่งสำคัญต่อการตรวจสอบสัญญาณมาก อีกทั้งราคาถูก ทำให้สามารถนำมาใช้ได้จริงในโครงการมากยิ่งขึ้น

เมื่อใช้ Cisco AirProbe Software ควบคู่กับ Aironet Active Sensors ระบบจะสามารถตรวจสอบการใช้งานได้ ณ บริเวณนั้น สามารถจำลองตัวเองเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ทดสอบการใช้งาน Application ต่างๆตั้งแต่ Streaming Video ถึง Messaging และ Document Sharing ทั่วไป แล้วรายงานผล Error และสั่งการ ปรับเปลี่ยนคลื่นความถี่ (Repair, Remote Diagnosis) เมื่อโหลดบริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้อัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้จะฉับไวและแม่นยำเพียงพอ แม้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมที่สำคัญก็ตาม

ด้วยความช่วยเหลือจาก DNA Center การควบคุมดังกล่าวจะผสมผสานกัน ไม่ว่าระบบท่านจะใหญ่เพียงไหน คุณก็จะสามารถบริหารจัดการได้จากศูนย์กลางเดียวเท่านั้น (One Central Pane of Glass)

ก่อนหน้านี้เราได้แนะนำระบบ Software Defined Network ที่ชื่อว่า Cisco DNA Center ไปแล้ว ระบบดังกล่าวประกอบด้วยโมดูลที่ทรงประสิทธิภาพชื่อ DNA Assurance ข้อมูลและสถิติทั้งหมดจะถูกส่งมารวมที่หน้าต่าง DNA Center Portal

เพียงตั้งค่าระบบด้วย SSIDs และ Passwords ระบบจะวิเคราะห์การทำงานของ Aironet Access Points ตัวข้างเคียง จากนั้น DNA Center จะตัดสินใจแก้ไขตาม Criteria ที่ตั้งค่าไว้ เช่นเลือกใช้ Flexible Radio Assignment (FRA) ปรับสัญญาณจาก 2.4/5GHz เป็น Dual 5GHz เพื่อลดช่องสัญญาณที่ 2.4GHz ที่มีมากเกินไปอาจทำให้เกิด Co-Channel Interference โดยไม่ต้องใช้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญพิเศษแต่อย่างใด

อุปกรณ์นี้สามารถรองรับ
– Fully Supported by DNA Center Assurance
– 802.11ac Wave 2
– 2×2 with 2 Spatial Streams
– Multiple Power Options:
– PoE
– Micro USB
– Direct AC Plug
– Integrated BLE
– Small form Factor: 3.25 x 4.75 x 0.75 Inch

Cisco Tetration Analytic คือ Machine Learning

เปิดตัวแล้ว สำหรับ Cisco Tetration Analytic เป็นโซลูชั่นสำหรับ Datacenter โดยเฉพาะ โดยเป็นศูนย์กลางการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ Machine Learning ที่เก็บรวมรวมข้อมูลจาก Sensor ของระบบทั้งจาก Hardware และ Software ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถเห็นการทำงาน รวมถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นใน Datacenter และทำการแก้ไขได้อย่างตรงจุด

Cisco Tetration Analytic

จุดเด่นของ Cisco Tetration Analytic มีดังนี้
– สามารถทำ Whitelist Policy ได้อย่างอัตโนมัติโดยการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของ Application
– ทำให้เข้าใจการทำงานของ Application ต่างๆในระบบ เพิ่อการย้ายข้อมูลไปยัง Cloud
– ตรวจสอบการทำงานของ Process ที่ทำงานบน Server พร้อมแจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ
– ตรวจหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบน Server จากค่า CVE และดำเนินการแก้ใขตาม Policy ที่กำหนดไว้
– ตรวจสอบ Flow แบบ Hop by Hop เพื่อค้นหา จุดคอขวด สำหรับ Network

Sensor ของ Tetration Analytic จะมาในรูปแบบของ Software และ Hardware ดังนี้
– Software Sensor ติดตั้งใน VM, Physical Server และ Container รองรับทั้ง Window และ Linux
– Hardware Sensor เป็น ASICs ใน Nexus 92000 9300 Series

Tetration Analytic สามารถติดตั้งได้ 3 รูปแบบ Appliance, Virtual และ Saas
– Appliance รองรับได้มากถึง 25,000 workloads (VMs/Bare-metal)
– Virtual ติดตั้งบน VM หรือ Cloud เช่น AWS, Azure รองรับได้มากถึง 1,000 workloads
– Saas ใช้งาน Service บน Cloud รองรับได้มากถึง 25,000 workloads

Cisco 1000 Series Router Integrated Services Routers (ISRs)

Cisco 1000 Series Router Integrated Services Routers (ISRs) นับว่าเป็นครั้งแรกที่ Cisco ได้นำความสามารถของ Router ที่ใช้งานในองค์กรระดับใหญ่มาปรับให้สามารถใช้งานได้ในองค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดย Cisco ISR 1100 ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความเหมาะสม รองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น Kiosk หรือ ATMs โดย ISR 1100 ถูกมองว่าเป็น Fixed Integrated Services Routers เนื่องจาก ISR 1100 จะไม่สามารถเพิ่ม Module สำหรับ Interface ต่างๆได้ โดย Interface จะถูก “ติดตั้งมา” หรือ “Fixed” มาจากโรงงานโดยตรง

Cisco 1000 Series Router Integrated Services Routers (ISRs)

Multi-Processor Device Architecture
Multi-CPU Architecture และ IOS-XE Software ถูกใช้เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนความสามารถของ Router ISR 1100 ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาของ Cisco โดยในปัจจุบัน CPU มีความเร็วที่เพิ่มขึ้น เมื่อประสานกับการนำ IOS XE มาใช้ ทำให้ Router ISR 1100 มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ใช้ทรัพยากรลดน้อยลง ซึ่งทำให้ Router Portfolio ของ Cisco ตั้งแต่ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ (ASR) ไปจนถึงขนาดเล็ก จะมีการใช้งานระบบปฏิบัติการ (OS System) และสถาปัตยกรรมของอุปกรณ์ที่เหมือนกัน หรือในทางปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่าการเพิ่มคุณสมบัติและความสามารถลงไปใน Router Portfolio รุ่นใดก็ตาม ISR 1100 จะได้คุณสมับัติและความสามารถนั้นเพิ่มเติมไปด้วย ซึ่งประโยชน์จากการที่นำ IOS XE มาใช้ยังมีเพิ่มเติมอีก เช่น Hardware Encryption, Umbrella Branch และ Encrypted Traffic Analytics ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่เคยถูกนำมาใช้ใน Fixed Integrated Services Routers มาก่อน

โดยนอกเหนือจากการใช้ IOS XE และ Multi-Core CPU แล้ว Router ISR 1100 Series ยังมีคุณสมบัติต่างๆ เช่น

– Dual WAN ports for load balancing and/or business continuity
– 4G LTE wireless WAN (select models)
– Built-in managed switch (all models)
– Optional integrated power supply for distribution of PoE/PoE+

โดย Cisco ISR 1000 Series มี 2 รุ่นให้เลือกใช้งาน คือ 8-LAN-Port และ 4-LAN-Port