Access Points รุ่น Cisco Aironet 3800 Series และ Cisco Aironet 2800 Series

Cisco-Aironet

          ก่อนที่เราจะทราบถึง Access Points ของแต่ละรุ่นว่ามีข้อมูลมาอย่างไร เราจะต้องทราบกันก่อนว่า Access Points นั้นคืออะไร แล้วมันนั้นทำหน้าที่อย่างไรบ้าง Access Points มีตัวย่อว่า AP มันเป็นอุปกรณ์ IT ชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ในการกระจายสัญญาณไวร์เลส นับว่าเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สามารถสร้างเครือข่ายไร้สายจาก LAN ได้ง่ายที่สุดตัวหนึ่ง Access Points จะกระจายสัญญาณออกไปยังลูกข่ายที่อยู่ในรัศมีที่จะสามารถกระจายได้ ในส่วนของลักษณะของอุปกรณ์ก็จะมีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ดีไซน์ของผู้ผลิต แต่สิ่งที่เหมือนกันของ Access Points ในทุกๆ ตัวคือจะต้องมีช่องเสียบสาย LAN ช่องเดียวเท่านั้น

 

Cisco-Aironet-3800

          Access Points รุ่น Cisco Aironet 3800 Series จะถูกแบ่งเป็นซีรี่ย์ 3 ซีรี่ย์ด้วยกันคือ Aironet 3800i AP, Aironet 3800e AP และ Aironet 3800p AP ทั้งสามตัวนี้มีคุณสมบัติที่เหมือนกันคือเป็น Flexible Radio Assignment รับรอง 802.11ac Wave 2 ทั้งสามแบบ ในส่วนของพื้นที่ก็เหมือนกันทั้งสามแบบคือ MU-MIMO 4×4, 3 spatial streams แต่ที่ต่างกันของทั้งสามรุ่นนี้คือ เสาอากาศ โดย Aironet 3800i AP จะมีเสาอากาศภายใน ส่วน Aironet 3800e AP เป็นเสาอากาศภายนอก และ Aironet 3800p AP จะเหมาะสำหรับการใช้ในสนามกีฬาอารีย์ศูนย์การประชุม คุณสมบัติของ 3800 Series มีความโดดเด่นที่สามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีความปลอดภัยมาขึ้นด้วย นอกจากนี้ 3800 Series รองรับ multigigabit Ethernet (mGig) ด้วยสายเคเบิล Cat 5e, Cat 6 และ 10GBASE-T (Cat 6A) ที่มีอยู่ mGig Ethernet ช่วยให้เราสามารถที่จะเพิ่มความเร็วโดยไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายใดๆ ในการอัพเกรดสายเคเบิลจึงทำให้เราได้รับความเร็วสูงขึ้นลดต้นทุนสายเคเบิลลงไปด้วย ในส่วนของการใช้งาน 3800 Series ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นอย่างมาก เพราะใช้ได้ทั้งโซลูชั่นคอนโทรลเลอร์สำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่ รวมไปจนถึงโซลูชั่นเสมือนตัวควบคุมเช่น Cisco Mobility Express ที่เหมาะสำหรับเครือข่ายตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

 

Cisco-Aironet-2800

           Access Points รุ่น Cisco Aironet 2800 Series รุ่น 2800 จะถูกพัฒนาออกมา 2 รุ่นด้วยกันคือ Aironet 2800i AP และ Aironet 2800e AP ทั้งสองรุ่นรองรับ 802.11ac Wave 2 ในพื้นที่ขนาดเท่ากันคือ MU-MIMO 4×4 ในส่วนของความแตกต่างจะแตกต่างกันที่เสาอากาศ โดยรุ่น Aironet 2800i AP มีเสาอากาศภายในส่วนรุ่น Aironet 2800e AP มีเสาอากาศภายนอก 2800 Series ทั้งสองรุ่นรองรับทั้งโซลูชั่นคอนโทรลเลอร์สำหรับเครือข่ายขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แถมยังรองรับสภาวะแวดล้อมที่มีการใช้งานอย่างหนาแน่น รวมถึงการใช้ Bandwidth ในปริมาณสูงๆ ได้อย่างดี ทั้งนี้ยังมีความเร็วสูงสุดถึง 2.6 Gbps บนคลื่นความถี่ 5 GHz

 

 

ขอบคุณที่มา : ciscocatalog

Switching Nexus 9000 และ Catalyst 9300 Series

          Switching มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางโดยมีหลักการทำงานคือ เมื่อคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับ switch ใน port ที่ 1 เพื่อที่จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ใดๆ ในเครือข่าย คอมพิวเตอร์ตัวแรกจะต้องสร้าง frame ข้อมูลขึ้นมาโดยประกอบไปด้วย IP Address หรือ MAC Address ของตัวมันเอง ในส่วนของคอมพิวเตอร์ปลายทางก็จะมีกระบวนการที่จะทำให้ IP Address ตรงกัน โดย switch ก็จะทราบแล้วจากนั้นก็จะเก็บข้อมูลของทั้งสองไว้ เพื่อที่จะใช้ในการติดต่อกันต่อไป ในส่วนของการใช้ switch ในการเชื่อมต่อเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น Multi Collision Domain ได้โดยอัตโนมัติ กระบวนการนี้จะช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้นสามารถที่จะใช้งานได้อย่างเหมาะสมเพราะ Switch จะทำการดรอป frame ซึ่งไม่จำเป็นออกไปที่ switch ตัวอื่น แต่ห้าหากพบว่าคอมพิวเตอร์ปลายทางนั้นอยู่ใน switch เดียวกัน มันก็จะช่วยลด Traffic ในเครือข่ายให้ลดลงได้อย่างดี

 

cisco-nexus-9000

          Switching Nexus 9000 เป็นซีรี่ย์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องความต่ำของ Traffic ในเครือข่าย รวมไปจนถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโหมด Cisco NX-OS Software หรือ Application Centric Infrastructure (ACI) ร่วมกับโครงสร้างเทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง Cloud Scale ASIC นั่นเอง ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เราได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 16 นาโนเมตรที่มีความหนาแน่นของจุดสิ้นสุดมากขึ้น แถมยังได้ใช้งานเซ็นเซอร์ Cisco Tetration และบัฟเฟอร์อัจฉริยะในตัว ข้อดีของ Cloud Scale ASIC จะช่วยป้องกันพอร์ตความเร็วสูง รวมไปจนถึงการเข้ารหัสสัญญาณเพื่อที่จะช่วยให้เรานั้นสามารถที่จะปรับขนาดได้ตามที่เราต้องการ นอกจากนี้การวิเคราะห์แบบรวม และสตรีมมิ่งทำให้เราได้รับความปลอดภัยในขั้นสูงด้วย

 

nexus-9000

          Switching Catalyst 9300 Series ความโดดเด่นของ switch ตัวนี้คือมันจะมีความยืดหยุ่นสูงสามารถที่จะปรับขนาดได้ตามต้องการ ในอนาคตมีการคิดการว่ามันจะถูกใช้มากขึ้นในยุคขิงอุตสาหกรรมที่แพร่หลาย มันสร้างขึ้นมาเพิ่มเพิ่มความปลอดภัยให้กับ IoT Mobility รวมไปจนถึงระบบคลาวด์ ในส่วนของการออกแบบมาเพื่อ IoT Mobility นั้น เราจะได้มี Port Cisco สูงสุดถึง 384 พอร์ต ของ Cisco UPOE, PoE + ตลอดอายุการใช้งาน 60 วัตต์ รวมไปจนถึง PoE การรักษาความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถืออย่างมากสนับสนุนกับการเชื่อมต่อภาพและเสียง หรือ AVB และมาตรฐาน IEEE 1588 ด้วย ข้อดีของซีรี่ย์นี้อีกอย่างที่เป็นผลพวงคือ เราสามารถที่ทำงานในเชิงรุกได้ เพราะว่าเมื่อเกิดปัญหา เราสามารถที่จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วความเสี่ยงในการทำงานในเชิงรุกจึงลดลงไปด้วยนั่นเอง นอกจากนี้ Cisco Catalyst 9300 Series ประกอบด้วยโมเดลสวิทช์เจ็ดแบบ โมเดลใดก็ได้ที่สามารถใช้ร่วมกันได้ในหน่วยที่มีได้ถึงแปดชุดเลยทีเดียวในส่วนของความปลอดภัยรองรับ AES-256 พร้อมด้วยอัลกอริธึมการเข้ารหัส MACsec 256 บิตที่มีประสิทธิภาพในทุกรุ่นด้วย

 

 

ขอบคุณที่มา : ciscocatalog

Cisco Security บอกเตือนภัยแฝงใน “Free Wi-Fi”

 

          Cisco Security ส่งสารเตือนถึงผู้ใช้งาน Wi-Fi ฟรีทั่วประเทศ สำหรับผู้ใช้งาน Wi-Fi  ในการทำงานนอกสถานที่ หรือเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นประจำจงระวัง ของแถมที่ไม่พึงประสงค์ มันอาจแอบมุดมาจากการเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรี เนื่องจากอาจนำไปสู่การสร้างความไม่ปลอดภัย ให้แก่เครือข่ายขององค์กรได้อย่างไม่ทันรู้ตัว เมื่อกลับเข้าสู่ที่ทำงาน

Cisco Security เผยว่า จากผลการสำรวจของ Cisco พบว่า 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจนี้ ต่างกล่าวว่าการจะนำอุปกรณ์จากที่ทำงาน เช่น smartphone  , Tablet  , Notebook  ติดตัวไปด้วยในช่วงพักร้อน  นอกจากนี้การสำรวจยังพบว่ามีคำจำนวน 72 % ใช้เวลา1-2 ชั่วโมง/วัน เพื่อเช็คดูเรื่องราวในออฟฟิศ

          นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากกว่า 60 % ยอมรับว่าตนไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยของเครือข่าย Wi-Fi ก่อนทำการเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นช่วงพัก หรือทำงานอยู่ก็ตาม แม้ว่าพวกเขาจะยืนยันว่าทางองค์กรเคยเตือนในเรื่องของความเสี่ยงที่อาจแผงเข้ามาจากการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อจากระยะไกลก็ตาม

 

 

การใช้ Wi-Fi ฟรี มีความเสี่ยงหลักอยู่ 2 ประการ ดังนี้

ติด Malware  โดยบังเอิญ เพราะเมื่อพนักงานใช้ Wi-Fi ฟรีร่วมกับบุคคลอื่นๆนั้น ใครจะไปรู้ว่า 1 ในกลุ่มคนนั้นอาจมี Malware  ฝังอยู่ในอุปกรณ์ของตัวเอง จนกลายเป็นพาหะของ Malware แพร่มาสู่เครื่องของพนักงานคนนั้นก็เป็นได้ และพอกลับมาที่ทำงาน พนักงานคนนั้นจะกลายเป็นพาหะแพร่ Malware ในองค์กรต่อทันที

การตั้งใจจู่โจมด้วย Malware จากอาชญากรบนโลกไซเบอร์  เป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในระดับมืออาชีพ  รวมทั้งมีเครื่องมืออันเหนือชั้น และ ยังรู้ดีอีกว่าพนักงานในองค์กรคือจุดอ่อน สามารถเป็นเป้าการโจมตีชั้นเยี่ยม เพื่อให้สามารถล้วงลึกเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรได้โดยสะดวกสบาย แถมยังรู้อีกว่าระบบป้องกันไม่ค่อยทำงานในช่วงที่พนักงานอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย เช่น วันพักร้อน หรือวันหยุดต่อเนื่อง

ต้องมีวายร้ายที่ตั้งใจจะทำให้ระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นเครือข่ายด่านสำคัญขององค์กรหย่อนยาน พร้อมเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอันร้ายแรง แต่ถึงอย่างไรตาม เหล่าพนักงานก็ต้องเรียนรู้ที่จะตรวจสอบ รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะซึ่งอาจไม่ปลอดภัยในการทำงาน  นอกจากนี้ต้องมั่นใจว่า ตนเองได้ปฏิบัติตามนโยบายของบริษัทอยู่ตลอดเวลาแม้ในเวลาพักร้อนก็ตาม ในขณะเดียวกันฝั่งองค์กรธุรกิจเองก็ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทุกรูปแบบ จากผู้ไม่ประสงค์ดี ข้อสำคัญ คือ ต้องมีความสามารถในการมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวอันเกิดขึ้นบนเครือข่ายของตนทั้งหมด เพื่อเป็นการจับตาดูกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมอันผิดปกติวิสัยและจะได้จัดการกับมันก่อนที่เจ้าวายร้ายมันจะแพร่กระจายไปยังข้อมูล และ Application สำคัญอื่นๆต่อไป

 

 

ขอบคุณที่มา : ciscocatalog

สวิตซ์รุ่น SRW224G4-K9 งานดีไม่แพง

 

          ซิสโก้ถือว่าเป็นแบรนด์ชั้นนำอีกยี่ห้อหนึ่งหากเราจะซื้อสินค้าเกี่ยวกับการวางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในองค์กร สินค้าของเค้าถือว่ามีคุณภาพและเชื่อถือได้ หากองค์กรไหนกำลังมองหาสวิตซ์เพื่อไปวางเครือข่ายสำนักงานอยู่ละก็ เรามีสินค้าคุณภาพของซิสโก้มาแนะนำ นั่นคือรุ่น SRW224G4-K9 หรืออีกชื่อหนึ่ง SF300-24

 

 

รูปลักษณ์ภายนอก
เจ้าสวิตซ์เครื่องนี้ รุ่นนี้ มองด้านนอกถือว่าเค้าออกแบบมาดีและตอบสนองการใช้งานครบถ้วน ด้านบนจะสกรีนโลโก้ยี่ห้อซิสโก้ ด้านหน้าจะมีไฟ LED แสดงการทำงาน พร้อมกับปุ่มรีเซ็ตทางด้านมุมซ้ายมือของเรา ด้านมุมขวาจะเป็นช่องสำหรับเสียบสายต่อมีทั้งหมด 24 ช่องและมีช่องแบบคอมโบด้วย ด้านข้างซ้ายขวาเครื่องจะมีเจาะรูไว้ให้เราสำหรับติดตั้งกับตู้แล็คได้ง่ายเลย พร้อมกับช่องระบายความร้อน ด้านหลังจะเป็นช่องสำหรับเสียบสายไฟอีกมุมหนึ่งเป็นช่องเสียบสายสำหรับคอนโทรล วัสดุจับแล้วคงทนแข็งแรงดีไม่หนักมากเกินไป

ช่องพอร์ตเยอะ รองรับได้หมด
จุดเด่นต่อมาจากการใช้งาน เราว่าคงเป็นช่องพอร์ตเชื่อมต่อที่มีให้มาเยอะทีเดียว 24 ช่องถือว่าเหมาะกับองค์กรขนาดเล็กจนถึงกลางๆได้ดีทีเดียว นอกจากนั้นความเร็วการถ่ายโอนข้อมูลระดับ 10/100 Mbps น่าจะตอบสนองการทำงานผ่านระบบเครือข่ายในองค์กร และการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างเสถียรดี แถมยังมีช่องเสียบแบบคอมโบพอร์ต RJ-45 จะทำให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

ควบคุมการทำงานได้ง่าย
มาเรื่องการควบคุมการทำงาน การตั้งค่ากันบ้าง สวิตซ์เครื่องนี้เราสามารถควบคุมตั้งค่าการทำงานผ่าน เว็บได้เลย นั่นทำให้การทำงานของฝ่ายไอทีในการควบคุมนั้นง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ตรงนี้พอทดลองแล้วเห็นเลยว่า เราจะสามารถส่องและดูได้ด้วยว่าการถ่ายโอนข้อมูลนั้นเป็นอย่างไร มีอะไรน่าสนใจบ้าง พร้อมกับบล็อคการทำงานบางเว็บได้อย่างรวดเร็ว(แต่อย่าไปบล็อคเว็บเจ้านายเข้าล่ะ)

ทดสอบการทำงาน
จากการทดสอบเจ้าสวิตซ์ตัวนี้ถือว่าน่าพอใจ อย่างแรกเลยการทำงานของมันสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ตามที่เคลมเอาไว้นั่นคือ 10/100 Mbps แถมการทำงานยังเสถียรไม่เห็นการกระตุกให้หงุดหงิดอีกด้วย สองเรื่องของอุณหภูมิของเครื่องในการทำงานสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส ถือว่าไม่ร้อนมากหากอยู่ในห้องเย็นก็ถือว่าจัดการได้สบาย ด้านความปลอดภัยก็สามารถจำกัดคนภายนอกที่เข้ามาใช้เครือข่ายได้ดีเลย(ป้องกันคนไม่หวังดีโจมตีหรือเข้าเว็บอันตรายได้) โดยรวมแล้วสวิตซ์เครื่องนี้ถือว่าดี ราคาไม่แรง น่าสอยมาใช้ในองค์กรขนาดเล็กมาก ใครมองหาอยู่สวิตซ์ตัวนี้แนะนำเลย

 

 

ขอบคุณที่มา : ciscocatalog

Cisco เผยแผนเข้าซื้อกิจการ Luxtera ผู้นำเทคโนโลยี Silicon Photonics มูลค่า 21,120 ล้านบาท

           

          Cisco ได้ออกมาประกาศถึงแผนการเข้าซื้อกิจการของ Luxtera ผู้นำด้านเทคโนโลยี Silocon Photonics เพื่อเสริมทัพให้กับอุปกรณ์เครือข่ายในส่วนของ Data Center, องค์กร และ Service Provider ด้วยมูลค่าสูงถึง 660 ล้านเหรียญหรือราวๆ 21,120 ล้านบาท

          การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2019 ของ Cisco โดยในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีระบบเครือข่ายของ Cisco ดังนี้

– เสริมเทคโนโลยี 100/400GbE Optics, Silicon และ Process ช่วยให้รองรับต่อระบบเครือข่ายที่จะเติบโตในอนาคตได้

– ขยายฐานผลิตภัณฑ์ 100/400GbE ของ Cisco โดยผสานรวมผลิตภภัณฑ์กลุ่ม Optical Transceiver ของ Luxtera และ Cisco เข้าด้วยกัน

– ขยายทีมงานให้ใหญ่ยิ่งขึ้น โดยทีมงานของ Luxtera นั้นจะเข้าร่วมอยู่ภายใต้ทีม Optics ของ Cisco ซึ่งมี David Goeckeler ดูแลอยู่

 

 

ขอบคุณที่มา : techtalkthai

บริหารจัดการ Container ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย Cisco ContainerX

Cisco ได้ซื้อบริษัท ContainerX เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดย ContainerX เป็น Start-Up น้องใหม่ที่มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการ Container ที่ใช้งานบน Platform ได้อย่างกว้างขวาง (Container ทำหน้าที่ในการห่อหุ้ม Application ในรูปแบบของ File System ซึ่งจำเป็นต่อการใช้งาน: Code, Runtime, System Tools, System Libraries เพื่อทำการติดตั้งบน Server ต่างๆ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องของ Platform ว่าจะต้องเป็น Linux, Windows, Bare Metal หรือ VM Platform ถึงจะสามารถทำการติดตั้งเพื่อใช้งาน Application ดังกล่าวได้)

การใช้งาน Container ในบริษัทและหน่วยงานต่างๆ เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจาก Container ช่วยในการสร้าง, บริหารจัดการ, และการย้าย Application เพื่อใช้งานบน Platform อื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม Container ยังอยู่เป็นเทคโนโลยีใหม่และอยู่ในช่วงพัฒนา ทำให้ Container ที่ใช้งานในปัจจุบันยังมีข้อด้อยในเรื่องของความปลอดภัยในการให้บริการ, การบริหารจัดการ, และการทำงานร่วมกับอุปกรณ์และซอฟต์แวร์อื่นๆ
การซื้อบริษัท ContainerX ของ Cisco ทำให้การใช้งาน Container บนอุปกรณ์ระบบเครือข่ายและ Infrastructure อื่นของ Cisco เช่น UCS Server มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย ContainX มี Key Highlight ดังต่อไปนี้

1. All-in-One Platform
ContainerX ใช้ Management Cosole เดียว (Single Pane of Glass) ในการบริหารจัดการ Container โดยไม่ต้องสนใจว่า Container ใช้งานอยู่บน Platform ไหนเช่น Linux, Windows, Bare Metal, VM, Private หรือ Public Cloud ทำให้การบริหารจัดการ Container มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. Enterprise Grade Mgmt
ContainerX มี Quick Wizard เพื่อทำให้การติดตั้ง Container และการ Operation ภายหลังมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ContainerX ยังมีการแจ้งเตือน (Alert) และ การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytic) ของ Container ในลักษณะ Dashboard เพื่อให้ IT Admin ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Comprehensive Solution
ContainerX สามารถ Integrate Container ร่วมกับอุปกรณ์อื่น เช่น Compute, Network และ Storage เพื่อทำ Orchestration ได้ เพื่อให้บริการ Cloud Service ในรูปแบบที่คล้ายกับ Amazon, Google และอื่นๆ

4. Highly Resilient
ContainerX สามารถป้องกัน Rogue Container จากการ Crashing หรือ Starving Resource จาก Container อื่นๆ เพื่อทำให้ Container Network ยังสามารถใช้งานและให้บริการหลังจาก Host Reboot หรือ Crash

5. Multi-Tenant & Isolated
ContainerX สามารถแบ่ง Developer Group หรือ Business Unit เพื่อทำการตั้งค่า Environment Variable โดย Developer สามารถใช้งาน Standard Docker CLI เพื่อใช้งาน Container ใน ​Container Pool และ Trade ตามสิทธิ์การใช้งาน โดยที่ Container Pool และ Trade ถูกแบ่ง Resource ตาม CPU, Memory และ Network Limit และการเข้าใช้งานตามนโยบายของ IT Admin

6. Horizontally Scalable
ContainerX สามารถสร้าง Multiple Cluster ในลักษณะ Horizontally Scale (ในแนวขวาง) บน Bare Metal Server (Physical Server), VM, Linux หรือ Windows, Private หรือ Public Cloud ทำให้ IT Admin สามารถทำการ Add หรือ Remove Host จาก Cluster ในลักษณะ Scale Out Platform ได้

7. Elastic Container Clusters
ContainerX สามารถ Over-Commit Compute Resource เพื่อใช้งาน Data Center Infrastructure ได้เต็มที่ โดยลดการสูญเสีย Resource ให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ ContainerX ยังสามารถจัดลำดับความสำคัญของ Container Pool เพื่อทำให้ Container Pool ที่มีลำดับความสำคัญสูงกว่าสามารถใช้ Resource ได้มากกว่า Container Pool ที่ความสำคัญน้อยกว่าเมื่อ Resource ไม่เพียงต่อการใช้งาน

Sydney-based Covata calls Cisco agreement “frustrating and unrewarding”

ผู้ขายที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์ Covata ได้ประกาศให้การรับรองการเขียนโปรแกรม 10 ปี (SLA) กับซิสโก้จะเสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีหกปีข้างหน้าตารางเวลา

การยืนยันการให้สิทธิ์ได้รับการทำเครื่องหมายเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2015 โดยเน้นการถ่ายทอดขั้นตอนของ Covata และรายการที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าของซิสโก้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคำตอบของ Covata จะถูกส่งไปยัง Cisco

ปัจจุบัน Covata ซึ่งได้รับการบันทึกไว้อย่างเปิดเผยใน Australian Securities Exchange (ASX) กล่าวว่า บริษัท ได้ออกประกาศแจ้งเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562

“นี่ปิดสิ่งที่เป็นความสับสนและไม่เอื้ออำนวยต่อองค์กรและไม่หันเหความสนใจจากการดำเนินการกับข้อเสนอพิเศษด้านพลังงานในสหรัฐอเมริกาและรวมทุกอย่าง” เท็ดดี้พริ้นเซสผู้บริหารและผู้บริหารของ Covata กล่าว

องค์กรบอกกับนักลงทุนเมื่อวันที่ 20 กันยายนว่าซิสโก้ไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์จากนวัตกรรม Covata ที่มีชื่อใน SLA แรกโดยไม่คำนึงถึงการคาดเดาของพวกเขาที่จะทำเช่นนั้นโดยการบริหารงานในปี 2015 และ 2016

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Covata ยังคงเชื่อมโยงกับซิสโก้ในปีพ. ศ. 2560 และ พ.ศ. 2561 เพื่อมุ่งมั่นในการทำงานด้านความสัมพันธ์ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นทางเลือกใหม่ในการเสนอครั้งแรก” องค์กรกล่าว

ท่ามกลางปี ​​2017 Covata ได้ระบุองค์กรด้วย Cisco ในรายงานสองฉบับอย่างรวดเร็ว

ในคำตอบสำหรับนักลงทุนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 Covata กล่าวว่าซิสโก้เห็นว่าองค์กรสามารถจัดหาคอมโพเนนต์ที่ปลอดภัยของ Service Exchange Plataform (SXP) สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในระบบคลาวด์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ Cisco ก็ยังไม่ได้ก้าวขึ้นไปในขั้นตอนนี้ .

ในรายงานฉบับที่สองในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมปีพ. ศ. 2560 Covata กล่าวว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นอีกครั้งหรือได้รับรายได้จากซิสโก้

“องค์กรของ Covata กับซิสโก้อยู่ห่างจากการมองเห็นเพียงแค่เป็นการร่วมทุนระยะยาวในการรวบรวมซึ่งสินทรัพย์ที่รอจะได้รับการจัดสรรให้มีโอกาสที่รวดเร็วขึ้น” องค์กรบอกกับนักลงทุนในเวลานั้น

New High Performance Cisco Catalyst 9500

Cisco Catalyst 9500
Cisco Catalyst 9500 รองรับการขยายตัวของ IT ในปัจจุบันและอนาคต
Cisco ได้มีการเปิดตัว Model ใหม่ เพิ่มเติมในกลุ่ม Cisco Catalyst 9500 เพื่อรองรับในระดับ High-Density ซึ่งสามารถรองรับ Throughput ได้สูงสุดถึง 3.2-Tbps และสามารถรองรับ Interface 1/10/25/40 /100G ได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า Model นี้ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพจากรุ่นอื่นๆ ในกลุ่มของ Catalyst 9000 เป็นอย่างมากทั้งในแง่ Performance และความยืดหยุ่นในการใช้งาน Port ต่างๆ เพื่อให้สามารถตอบรับกับ Software Define Access ในยุค Digital ที่มีอุปกรณ์แทบทุกอย่างเชื่อมต่อเข้ากับ ระบบ Network และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณในอนาคต ดังนั้น Tangerine จะมาเปรียบเทียบ Catalyst 9500 ของทั้ง 3 รุ่นว่ามีจุดดีจุดเด่นต่างกันอย่างไร?

– Catalyst C9500-32C
C9500-32C มี Highlight หลักอยู่ที่ Cisco Unified Access™ Data Plane (UADP) Version 3.0 ซึ่งเป็นตัวประมวลผลหลัก Layer 2 และ Layer 3 Forwarding ซึ่งใน Switch ตัวนี้ได้มีการติดตั้ง UADP 3.0 ถึง 2 ตัว จึงทำให้สามารถเพิ่ม Performance Throughput ได้สูงถึง 3.2-Tbps สามารถรองรับ Interface 32x100G,40G,10G ได้ และด้วยขนาดเพียง 1 U จึงทำให้ Switch ง่ายต่อการติดตั้งอีกด้วย จะเห็นว่า Model นี้ เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้ Interface 100 G เป็น Campus Core Network โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Switch ระดับ Data Center Switch ซึ่งอาจจะมี Performance สูงเกินไป

– Catalyst C9500-32QC
C9500-32QC Model นี้เป็น Model รองลงมาจาก Model ข้างต้น เนื่องจากมีการติดตั้ง UADP Version 3 เพียง 1 ตัวจึงสามารถทำ Throughput ได้ที่ 1.6-Tbps และค่อนข้างมี Interface ที่หลากหลาย ดังต่อไปนี้ 24x40G or 4x100G, 40G, or 10G(Default) และ 32x40G or 10G และ 16x100G จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า Throughput นั้นต่ำกว่าตัวแรก ถึง 1 เท่า และความซับซ้อนของการใช้งาน Interface ทางเราจึงแนะนำว่าให้ขยับไปใช้งานรุ่น C9500-32C จะดีกว่า

– Catalyst C9500-24/48Y4C
C9500- 24/48Y4C Model นี้ UADP Version 3 เพียง 1 ตัว จึงสามารถทำ Throughput ได้ที่ 1.6-Tbps แต่ Highlight ของตัวนี้อยู่ที่รองรับ Interface 25G ดังต่อไปนี้ 24x25G, 10G, or 1G + 4x100G or 40G Base Model และ 48x25G, 10G, or 1G + 4x100G or 40 G Base Model จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ามีความยืดหยุ่นในเรื่องของ Interface 25 G ซึ่งอยู่ระหว่าง 10G และ 40G ช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่า Cisco ออก Model ใหม่นี้มาเพื่อรองรับการขยายตัวของ IT ในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในยุคที่ Digital IT มีการเติมโตอย่างมหาศาลนั้นควรต้องมี Network Infrastructure ที่ดีพอ เพื่อรองรับการขยายตัวและสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าได้อย่างคล่องตัว

Test Your Network with the Aironet Active Sensor

Aironet Active Sensor ตัวช่วยตรวจสอบสัญญาณ Network
ปัญหาสุดคลาสสิกของระบบโครงข่ายไร้สาย คือ เน็ตเวิร์คช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีงานสำคัญๆ เช่นการประชุมใหญ่ของผู้บริหาร ผู้ดูแลระบบมักจะวิตกกังวล และทดสอบระบบซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยตัวเอง (Manually) แต่หลายครั้งก็ยังไม่สามารถทดสอบได้อย่างทั่วถึง และนั่นคือฝันร้าย ที่ไม่มีองค์กรใดอยากประสบ

Cisco Aironet Active Sensor เป็นอุปกรณ์ชนิดใหม่ ที่จำลองการเกาะ และเข้าใช้งานจริง ทำตัวเสมือนเป็น WIFI Client และจะคอยช่วยคุณทดสอบระบบอย่างอัตโนมัติ พร้อมการวิเคราะห์ การเก็บสถิติบอกข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจปรับปรุง การจูนนิ่ง ระบบ WIFI อีกทั้งยังสามารถสั่งการไปยังตัวควบคุมกลางที่ทรงพลัง อาทิเช่น DNA Center

Aironet Active Sensor มีขนาดเล็ก (3.25 x 4.75 x 0.75 inch) สามารถเสียบเข้ากับปลั๊กไฟบ้านธรรมดา เชื่อมต่อกับพอร์ต USB หรือ PoE-Switch เมื่อเทียบกับการใช้ Access Point เช่นรุ่น 1800, 2800 และ 3800 ปรับให้ทำงานในโหมด Sensor แล้ว Aironet Active Sensor จะได้เปรียบด้านตำแหน่งการติดตั้ง ที่อยู่บริเวณที่ Client ใช้งานอยู่จริงมากกว่า ซึ่งสำคัญต่อการตรวจสอบสัญญาณมาก อีกทั้งราคาถูก ทำให้สามารถนำมาใช้ได้จริงในโครงการมากยิ่งขึ้น

เมื่อใช้ Cisco AirProbe Software ควบคู่กับ Aironet Active Sensors ระบบจะสามารถตรวจสอบการใช้งานได้ ณ บริเวณนั้น สามารถจำลองตัวเองเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ทดสอบการใช้งาน Application ต่างๆตั้งแต่ Streaming Video ถึง Messaging และ Document Sharing ทั่วไป แล้วรายงานผล Error และสั่งการ ปรับเปลี่ยนคลื่นความถี่ (Repair, Remote Diagnosis) เมื่อโหลดบริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้อัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้จะฉับไวและแม่นยำเพียงพอ แม้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมที่สำคัญก็ตาม

ด้วยความช่วยเหลือจาก DNA Center การควบคุมดังกล่าวจะผสมผสานกัน ไม่ว่าระบบท่านจะใหญ่เพียงไหน คุณก็จะสามารถบริหารจัดการได้จากศูนย์กลางเดียวเท่านั้น (One Central Pane of Glass)

ก่อนหน้านี้เราได้แนะนำระบบ Software Defined Network ที่ชื่อว่า Cisco DNA Center ไปแล้ว ระบบดังกล่าวประกอบด้วยโมดูลที่ทรงประสิทธิภาพชื่อ DNA Assurance ข้อมูลและสถิติทั้งหมดจะถูกส่งมารวมที่หน้าต่าง DNA Center Portal

เพียงตั้งค่าระบบด้วย SSIDs และ Passwords ระบบจะวิเคราะห์การทำงานของ Aironet Access Points ตัวข้างเคียง จากนั้น DNA Center จะตัดสินใจแก้ไขตาม Criteria ที่ตั้งค่าไว้ เช่นเลือกใช้ Flexible Radio Assignment (FRA) ปรับสัญญาณจาก 2.4/5GHz เป็น Dual 5GHz เพื่อลดช่องสัญญาณที่ 2.4GHz ที่มีมากเกินไปอาจทำให้เกิด Co-Channel Interference โดยไม่ต้องใช้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญพิเศษแต่อย่างใด

อุปกรณ์นี้สามารถรองรับ
– Fully Supported by DNA Center Assurance
– 802.11ac Wave 2
– 2×2 with 2 Spatial Streams
– Multiple Power Options:
– PoE
– Micro USB
– Direct AC Plug
– Integrated BLE
– Small form Factor: 3.25 x 4.75 x 0.75 Inch

Cisco Tetration Analytic คือ Machine Learning

เปิดตัวแล้ว สำหรับ Cisco Tetration Analytic เป็นโซลูชั่นสำหรับ Datacenter โดยเฉพาะ โดยเป็นศูนย์กลางการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ Machine Learning ที่เก็บรวมรวมข้อมูลจาก Sensor ของระบบทั้งจาก Hardware และ Software ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถเห็นการทำงาน รวมถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นใน Datacenter และทำการแก้ไขได้อย่างตรงจุด

Cisco Tetration Analytic

จุดเด่นของ Cisco Tetration Analytic มีดังนี้
– สามารถทำ Whitelist Policy ได้อย่างอัตโนมัติโดยการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของ Application
– ทำให้เข้าใจการทำงานของ Application ต่างๆในระบบ เพิ่อการย้ายข้อมูลไปยัง Cloud
– ตรวจสอบการทำงานของ Process ที่ทำงานบน Server พร้อมแจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ
– ตรวจหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบน Server จากค่า CVE และดำเนินการแก้ใขตาม Policy ที่กำหนดไว้
– ตรวจสอบ Flow แบบ Hop by Hop เพื่อค้นหา จุดคอขวด สำหรับ Network

Sensor ของ Tetration Analytic จะมาในรูปแบบของ Software และ Hardware ดังนี้
– Software Sensor ติดตั้งใน VM, Physical Server และ Container รองรับทั้ง Window และ Linux
– Hardware Sensor เป็น ASICs ใน Nexus 92000 9300 Series

Tetration Analytic สามารถติดตั้งได้ 3 รูปแบบ Appliance, Virtual และ Saas
– Appliance รองรับได้มากถึง 25,000 workloads (VMs/Bare-metal)
– Virtual ติดตั้งบน VM หรือ Cloud เช่น AWS, Azure รองรับได้มากถึง 1,000 workloads
– Saas ใช้งาน Service บน Cloud รองรับได้มากถึง 25,000 workloads